นาทีชีวิต คิดถึงเรา : EVERY SECOND COUNT

th TH en EN km KM

อัลตราซาวด์ตรวจส่วนไหนของร่างกายได้บ้าง?

Average rating
2 โหวต

ultrasound ตรวจส่วนไหนได้บ้าง

อัลต้าซาวน์ สามารถตรวจส่วนไหนของร่างกายได้บ้าง? อยากรู้ข้างในเป็นยังไง  วันนี้เรามีคำตอบกับข้อมูลดีๆมาฝากกันค่ะ พร้อมข้อดีของอัลตร้าซาวน์

การตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound) คือ การนำคลื่นเสียงความถี่สูงมาใช้ประโยชน์ในการตรวจอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย

อัลตราซาวด์ สามารถใช้ตรวจภาพเนื้อเยื่อ/อวัยวะ (เซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะ) ต่างๆได้เกือบทุกเนื้อเยื่อ/อวัยวะ ยกเว้นในอวัยวะที่มีอากาศอยู่มาก เช่น ปอด และลำไส้ ในกระดูก และในคนอ้วน/โรคอ้วน เนื่องจากเนื้อเยื่อ/อวัยวะดังกล่าวให้การสะท้อนเสียงได้ไม่ดี ภาพที่เกิดขึ้นจึงอ่านยาก โอกาสอ่านแปลผลผิดพลาดจึงสูงขึ้น

ตัวอย่างเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่สามารถตรวจภาพได้ด้วยอัลตราซาวด์อย่างมีประสิทธิภาพคือ ดวงตา ต่อมไทรอยด์ หัวใจ หลอดเลือด ตับ ถุงน้ำดี ม้าม ตับอ่อน ไต กระเพาะปัสสาวะ มดลูก รังไข่ อัณฑะ และเต้านม

ข้อบ่งชี้ในการตรวจ

  • ดูความผิดปกติทั่วๆ ไป เช่น นิ่วในไต, นิ่วในถุงน้ำดี, ก่อนเนื้อในตับ เป็นต้น
  • เพื่อยืนยันกับการตรวจอื่นๆ ว่าพบก้อนเนื้อ
  • ก้อนเนื้อที่พบเป็นก้อนเนื้อประเภทใด เป็นส่วนของอวัยวะใด หรือติดต่อกับอวัยวะใดบ้าง
  • ติดตามดูความเปลี่ยนแปลงของรอยโรค
  • เพื่อช่วยในการเจาะอวัยวะที่สงสัย เพื่อการวินิจฉัยและการรักษา
  • เพื่อดูเพศ, ความผิดปกติ, ขนาดของทารกในครรภ์
  • ดูความผิดปกติของเส้นเลือดดำ, เส้นเลือดแดง ว่ามีการอุดตัน, โป่ง หรือขอด เป็นต้น
  • ดูจังหวะการเต้น การบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ ความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ และเส้นเลือดแดงส่วนต้น (ตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจโดยเฉพาะ) 
  • ดูกล้ามเนื้อ ดูเอ็น
  • ดูสมองเด็กแรกเกิดถึง 1 ขวบ

ข้อจำกัดของการอัลตร้าซาวด์

  • อัลตราซาวด์ไม่สามารถใช้ตรวจอวัยวะส่วนที่มีลมได้ เช่น ปอด กระเพาะอาหาร เป็นต้น ทั้งนี้เพราะอากาศจะไม่สะท้อนคลื่นสัญญาณกลับ ทำให้ไม่สามารถรับสัญญาณมาสร้างภาพได้
  • อัลตราซาวด์ไม่สามารถใช้ตรวจอวัยวะที่เป็นกระดูก หรือถูกกระดูกบังได้ เพราะกระดูกจะสะท้อนคลื่นกลับหมด ไม่สามารถทะลุทะลวงลงไปยังอวัยวะต่างๆ ได้

การตรวจร่างกายด้วยอัลตราซาวด์ มีดังนี้

1. การตรวจอวัยวะในช่องท้องส่วนบน (Ultrasound Upper Abdomen) เป็นการตรวจดูอวัยวะช่องท้องส่วนบน ได้แก่ ตับ, ตับอ่อน, ม้าม, ถุงน้ำดี, ท่อน้ำดี, ไต และช่องท้องทั่วๆ ไป ตลอดจนเส้นเลือดต่างๆ ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ เช่น ก้อนที่ผิดปกติ หรือถุงน้ำดี นิ่วที่ไตหรือถุงน้ำดี เป็นต้น
การตรวจนี้ผู้ป่วยต้องงดอาหาร และเครื่องดื่มที่มีไขมันทุกชนิดประมาณ 4-6 ชั่วโมง ก่อนตรวจ (สามารถดื่มน้ำเปล่าได้) เพราะถ้ารับประทานอาหาร ถุงน้ำดีจะหดตัว ทำให้เห็นถุงน้ำดีไม่ชัดเจน2. การตรวจอวัยวะในช่องท้องส่วนล่าง (Ultrasound Lower Abdomen)

2.เป็นการตรวจดูอวัยวะของช่องท้องด้านล่าง(Ultrasound Lower Abdomen) ได้แก่ มดลูก, รังไข่ (ในหญิง), ต่อมลูกหมาก (ในชาย), กระเพาะปัสสาวะ, ไส้ติ่ง, และบริเวณช่องท้องส่วนล่างอื่นๆ ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ เช่น ถุงน้ำในรังไข่, ก้อนเนื้อในมดลูก, ไส้ติ่งอักเสบ เป็นต้น

การตรวจช่องท้องส่วนล่างทำได้ 2 วิธีคือ
2.1 การตรวจโดยใช้หัวตรวจ ตรวจบริเวณผิวหน้าท้อง การตรวจวิธีนี้ต้องตรวจขณะที่ปวดปัสสาวะมากพอสมควร ทั้งนี้ เพราะปกติลมในลำไส้จะบังมดลูก และรังไข่ในหญิง หรือบังต่อมลูกหมากในชาย ทำให้ไม่สามารถเห็นภาพอวัยวะได้ชัดเจน เมื่อในกระเพาะปัสสาวะมีน้ำเต็ม ก็จะช่วยดันลำไส้ออกไป ทำให้เห็นมดลูก รังไข่ ต่อมลูกหมากนิ่วใน กระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น
2.2 ตรวจโดยใส่หัวตรวจผ่านไปยังช่องทางเฉพาะ เช่น ใส่หัวตรวจผ่านทางช่องคลอด วิธีนี้ไม่ต้องรอให้ผู้ป่วยปวดปัสสาวะ นอกจากนี้ภาพที่ได้จะชัดเจนกว่า โดยเฉพาะการตรวจดูขนาด และปริมาณไข่สุกในรังไข่ แต่จะทำการตรวจแบบนี้ให้เฉพาะสตรีที่แต่งงานแล้วเท่านั้น

3. การตรวจระบบทางเดินปัสสาวะ (Ultrasound KUB system) เป็นการตรวจดูระบบปัสสาวะ อันประกอบด้วยอวัยวะที่สำคัญ ได้แก่ ไต ท่อไต และกระเพาะปัสสาวะ ในผู้ป่วยที่มีอาการของไตวาย สงสัยมีก้อนที่ไตจากการคลำ หรือจากการตรวจ IVP สงสัยมีนิ่วที่ไต หรือทางเดินปัสสาวะ สงสัยมีการฉีกขาดเนื่องจากได้รับอุบัติเหตุ ความดันโลหิตสูง ซึ่งเกิดจากการตีบตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต ดูไตที่ได้รับการปลูกถ่าย ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะลำบาก กระเพาะปัสสาวะอักเสบ การตรวจต้องตรวจขณะที่ปวดปัสสาวะมากพอสมควร เพื่อจะได้เห็นกระเพาะปัสสาวะอย่างชัดเจน

4. การตรวจเต้านม (Ultrasound Breasts)
เป็นการตรวจดูพยาธิสภาพของเต้านม เพื่อช่วยในการวิเคราะห์ก้อนที่ตรวจพบใน Mammogram หรือก้อนที่คลำได้เพื่อแยกว่าเป็นก้อนเนื้อหรือถุงน้ำดี

5. การตรวจต่อมธัยรอยด์ (Ultrasound of thyroid)
เป็นการตรวจเพื่อดูว่าก้อนในต่อมธัยรอยด์และในบริเวณใกล้เคียงที่คลำได้เป็นก้อนเนื้อ หรือถุงน้ำดี การตรวจนี้สามารถตรวจได้เลย ไม่ต้องมีการเตรียมตัวใดๆ

6. การตรวจอื่นๆ
นอกจากการตรวจต่างๆ ข้างต้นแล้ว อัลตราซาวด์ยังสามารถตรวจส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้อีก เช่น การตรวจอัลตราซาวด์เส้นเลือด (Ultrasound Doppler) อัลตราซาวด์ศีรษะเด็กแรกเกิด ถึง 1 ขวบ อัลตราซาวด์ก้อนที่ผิดปกติ อัลตราซาวด์เพื่อเป็น Guide Aspiration Procedure เป็นต้น

7. การตรวจทารกในครรภ์ (Obstretics)
เพื่อตรวจดูขนาดและอายุครรภ์ เพศ ความผิดปกติของอวัยวะสำคัญใหญ่ๆ ของทารกในครรภ์ ปริมาณน้ำคร่ำ ตำแหน่งของรก เป็นต้น ปัจจุบันเครื่องอัลตราซาวด์สามารถดูภาพ 3 มิติ (3D) และ 4 มิติ (4D) โดยภาพ 3 มิติจะมีมิติของความลึกเพิ่มขึ้นมา ส่วน 4 มิติจะเพิ่มมิติของเวลาเข้าไปอีก ทำให้สามารถเห็นภาพเคลื่อนไหวของทารกจากภาพ 3 มิติที่ต่อเนื่องกันได้
ข้อจำกัดในการตรวจที่ทำให้เห็นไม่ชัดเจน เช่น มีปริมาณน้ำคร่ำในส่วนที่ต้องการดูน้อย ทารกอยู่ในท่าทางที่ไม่สามารถเห็นส่วนที่ต้องการตรวจได้ หรือมารดาอ้วนมาก ทำให้เห็นภาพที่ได้ไม่ชัดเจน

การตรวจ 2 มิตินี้ในรายที่ท้องอ่อนๆ (น้อยกว่า 12 สัปดาห์) ต้องตรวจขณะที่ปวดปัสสาวะมากพอสมควร เพื่อจะได้เห็นทารกในครรภ์ชัดเจนขึ้น หรือตรวจผ่านทางช่องคลอด ในรายที่อายุครรภ์มากกว่า 20 สัปดาห์ สามารถตรวจได้เลยโดยไม่ต้องรอให้ปวดปัสสาวะ
การตรวจ 3 มิติ หรือ 4 มิติ เหมาะสำหรับรายที่อายุครรภ์ตั้งแต่ 24 - 32 สัปดาห์

เตรียมตัวอย่างไรเมื่อจะตรวจอัลตราซาวด์? มีขั้นตอนการตรวจอย่างไร?

การตรวจอัลตราซาวด์ โดยทั่วไปมักเป็นการนัดตรวจเมื่อเป็นการตรวจจากแผนกรังสีวินิจฉัย แต่ถ้าเป็นการตรวจโดยแพทย์เฉพาะทางอื่นๆ เช่น สูติแพทย์ ขึ้นกับคำแนะนำของแพทย์ท่านนั้นๆ
ภายหลังการพบเจ้าหน้าที่เพื่อการนัดหมายการตรวจ ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำและเอกสารแนะนำในการเตรียมตัว ซึ่งจะแตกต่างกันในแต่ละเนื้อเยื่อ/อวัยวะ (เซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะ) ที่ต้องการตรวจ บางอวัยวะมีการงดอาหารและน้ำดื่ม บางอวัยวะต้องดื่มน้ำมากๆล่วงหน้าก่อนตรวจ บางอวัยวะไม่จำเป็นต้องมีการเตรียมตัวเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะที่ตั้งของเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆไม่เหมือนกัน วิธีการเตรียมตัวดังกล่าว จะช่วยการตรวจให้มีประสิทธิภาพในการเห็นภาพเนื้อเยื่อ/อวัยวะนั้นๆชัดเจนขึ้น และเช่นเดียวกับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือเอมอาร์ไอ ผู้ป่วยควรต้องอ่านเอกสารแนะนำการปฏิบัติตัวในวันตรวจให้เข้าใจในวันนัดหมาย ก่อนออกจากแผนกรังสีวินิจฉัย เมื่อไม่เข้าใจต้องสอบถามเจ้าหน้าที่จนเข้าใจ เพราะการถามแพทย์/พยาบาลหน่วยงานอื่นจะตอบคำถามไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องเฉพาะทาง ในวันตรวจ ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำจากเอกสารแนะนำ มาถึงแผนกตรวจก่อนเวลานัดประ มาณ 30 นาทีเพื่อขั้นตอนทางเอกสาร หลังจากนั้น เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเป็นของโรงพยาบาล ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรสวมใส่เสื้อผ้า รองเท้า ที่ถอด/ใส่ได้ง่าย
การตรวจอัลตราซาวด์จะให้การตรวจโดยแพทย์ ผู้ป่วยจะนอนหงายสบายๆบนเตียง ไม่มีการฉีดสี แพทย์จะทาผิวหนังในบริเวณที่ตรวจด้วยยาเจล (Gel) เย็นๆเหมือนยาเจลทั่วไป เพื่อช่วยการถ่ายทอดคลื่นเสียงจากเครื่องตรวจ ผ่านผิวหนังได้ดีขึ้น ในขณะตรวจแพทย์จะกดหัวเครื่องตรวจบนผิวหนัง/ร่างกายส่วนที่จะตรวจเบาๆ เคลื่อนไปจนทั่วเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่ตรวจ โดยแพทย์และผู้ป่วยจะมองเห็นภาพเนื้อเยื่อ/อวัยวะจากการตรวจบนจอคอมพิวเตอร์ไปพร้อมๆกัน การตรวจจะใช้เวลาประมาณ 15-45 นาที ขึ้นกับขนาด และตำแหน่งเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่ต้องการตรวจ
เมื่อตรวจเสร็จ แพทย์จะเช็ดยาเจลออกจากตัวผู้ป่วย ผู้ป่วยลุกขึ้น เปลี่ยนเสื้อผ้า เป็นอันตรวจเสร็จ พบเจ้าหน้าที่รังสี เพื่อนัดหมายการมารับผล หลังจากนั้นกลับไปทำงานและใช้ชีวิตได้ตามปกติ คลุกคลีได้กับทุกคนรวมทั้งหญิงตั้งครรภ์
โดยทั่วไป ในโรงพยาบาลเอกชน การตรวจด้วยอัลตราซาวด์สามารถทราบผลได้ภายในระยะเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง แต่ในโรงพยาบาลรัฐบาลที่มีผู้ป่วยหนาแน่น อาจทราบผลในระ ยะเวลาประมาณ 3 วันขึ้นไป ซึ่งโดยทั่วไปแพทย์มักนัดผู้ป่วยฟังผลในวันที่แพทย์เจ้าของไข้ที่ดูแลผู้ป่วยนัดตรวจ

การตรวจอัลตราซาวด์บ่อยๆเป็นอะไรไหม?

ดังได้กล่าวแล้วว่า เมื่อเป็นการตรวจอัลตราซาวด์ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ยังไม่มีราย งานที่ยืนยันได้ 100% ว่า มีผลข้างเคียงเกิดกับผู้ป่วยจากการตรวจอัลตราซาวด์ ดังนั้นการตรวจด้วยอัลตราซาวด์ จึงสามารถตรวจซ้ำได้เสมอ และได้บ่อยตามดุลพินิจของแพทย์

บรรณานุกรม

  1. Diagnostic ultrasound safety. http://www.ncrponline.org/Publications/Reports/Misc_PDFs/Ultrasound%20Summary--NCRP.pdf[2012, April 27].
  2. Medical ultrasonography. http://en.wikipedia.org/wiki/Medical_ultrasonography [2012, April 28].
  3. Moore, C., and Copel, J. (2011). Point-of-care Ultrasonography. N Engl J Med. 364, 749-754.
  4. Ultrasound:Sonogram. http://www.americanpregnancy.org/prenataltesting/ultrasound.html [2012, April 27].
  5. Ultrasound. http://en.wikipedia.org/wiki/Ultrasound [2012, April 27].

 

28974 views