นาทีชีวิต คิดถึงเรา : EVERY SECOND COUNT

th TH en EN km KM
×

แจ้งให้ทราบ

Current Item Layout Template is 'blog-1' does not exist
- Please correct this in the URL or in Content Type configuration.
- Using Template Layout: 'news'

โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) ยิ่งร้อนก็ยิ่งร้าย

dog 1

โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies)

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าชนชาติใดๆ ก็มักนิยมเลี้ยงสัตว์ ด้วยความนิยมชมชอบ ใช้เป็นเพื่อนเมื่อยามเหงา หรือเพื่อประโยชน์อื่น ถ้าไม่ดูแลหรือไม่นำไปฉีดวัคซีนป้องกันโรค นั่นอาจหมายถึงการนำโรคภัยมาสู่ผู้เลี้ยง ผู้ใกล้ชิด หรือผู้อื่นก็เป็นได้ หากไม่ระมัดระวังหรือละเลยเมื่อถูกสัตว์เลี้ยงกัด ข่วน อาจเป็น ”โรคพิษสุนัขบ้า” หรือ “โรคกลัวน้ำ” ได้

โรคพิษสุนัขบ้า เกิดจากเชื้อไวรัสเรบีส์ (Rabies) รูปร่างคล้ายกระสุนปืน สามารถทำลายได้ง่าย ด้วยความร้อน แสงแดด ความแห้ง ยาฆ่าเชื้อจำพวกคลอรีน แอลกอฮอล์ กรดหรือด่างอย่างแรง โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรค ติดต่อที่มีอันตรายร้ายแรงจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมาสู่คน เช่น สุนัข แมว ชะนี กระรอก กระแต หนู ค้างคาว รวมทั้งคน ในประเทศไทยพบมากที่สุดในสุนัข แมว ตามลำดับ เมื่อมีอาการของโรคแล้ว ไม่มีทางรักษาได้

การติดต่อของโรค
เชื้อไวรัสในน้ำลายของสัตว์ที่เป็นโรคเข้าสู่ร่างกาย ผ่านแผลกัดข่วน หรืออาจเข้าทางแผลซึ่งยังไม่หาย รอยถลอกขีดข่วนหรืออาจเข้าทางเยื่อหุ้มในปาก จมูกหรือตา ถึงแม้แยกเชื้อไวรัสนี้ได้จากน้ำลายผู้ป่วย แต่ไม่เคยมีรายงานการติดต่อโดยตรงระหว่างคนถึงคน มีรายงานพบผู้ป่วยจากการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา จากดวงตาของผู้ที่ตายด้วยโรคนี้ (ซึ่งพิสูจน์ได้ในภายหลัง) นอกจากนี้ ยังมีผู้รายงานว่าติดต่อได้โดยการหายใจเอาไวรัสที่ปลิวฟุ้งในอากาศที่มีความเข้มข้นของเชื้อสูง เช่น ในถ้ำค้างคาว ในประเทศสหรัฐอเมริกา

ระยะฟักตัวของโรค
คือ ระยะเวลาที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายจนเกิดอาการ ประมาณ 2-8 สัปดาห์ อาจสั้นเพียง 5 วัน หรือยาวนานเกินกว่า 1 ปี  ระยะฟักตัวจะสั้นหรือยาวขึ้นกับปัจจัยบางประการ ได้แก่ ความรุนแรงของบาดแผล ปริมาณของปลายประสาทที่ตำแหน่งของแผล และระยะทางแผลไปยังสมอง เช่น แผลที่หน้า ศีรษะ คอ และมือ จำนวนและความรุนแรงของเชื้อก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม หรือการล้างบาดแผล มีส่วนช่วยลดจำนวนเชื้อลงได้มาก

อาการและอาการแสดง
อาการนำ ได้แก่ ไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ชาและเจ็บเสียวบริเวณแผลที่ถูกสัตว์กัด รวมทั้งบริเวณใกล้ๆ คันอย่างรุนแรงที่แผลถึงแม้จะหายดีแล้ว และอาจแบ่งเป็น 2 กลุ่มอาการ ดังนี้
     - แบบคลุ้มคลั่ง เริ่มจากสติสัมปชัญญะยังปกติเริ่มกระวนกระวาย ไวต่อสิ่งเร้า เช่น แสง เสียง ลม แล้วเข้าสู่ภาวะสับสน (กระวนกระวายและสงบสลับกันเป็นระยะๆ) กลืนลำบาก ระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติ ทำให้เกิดอาการเหงื่อออกมาก ขนลุก น้ำตาไหล ม่านตาขยาย น้ำลายมาก หลั่งอสุจิโดยควบคุมไม่ได้ ก้าวร้าว ประสาทหลอน อาจมีอาการชัก หายใจหอบ หมดสติและเสียชีวิตในที่สุด
     - แบบอัมพาต เป็นอาการที่พบได้เป็นส่วนน้อย มีอาการผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติเช่นเดียวกับแบบแรก แต่เกิดล่าช้ากว่า ยังพอมีสติสัมปชัญญะอยู่ บ้าง เมื่อเทียบกับแบบแรกและกลุ่มอาการสมองอักเสบอื่นๆ มีอาการคล้าย Gullain - Barre syndrome (ซึ่งอาการนี้ส่วนใหญ่จะไม่มีไข้) มีอาการอัมพาตของแขนขา ไม่มีDeep tendon reflex กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ การอ่อนแรงจะเริ่มจากบริเวณแขนขาที่ถูกกัด ไปสู่แขนขาอื่นๆ ความรู้สึกตอบสนองต่อความเจ็บปวดลดลง มี Myoedema แสดงได้โดยการเคาะบริเวณที่อก กล้ามเนื้อหัวไหล่ และต้นขา ซึ่งบริเวณที่ถูกเคาะจะมีรอยนูน แล้วจะหายไปในเวลา 2-3 วินาที พูดไม่ชัด กลืนลำบาก น้ำลายมาก อาการกลัวลม กลัวน้ำ พบได้ประมาณร้อยละ 50 ของผู้ป่วย หลังจากแสดงอาการ และจะมีชีวิตอยู่ได้นานกว่าแบบแรก

การรักษา
ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ การรักษาจึงทำได้เพียงการดูแลเพื่อ ประคับประคอง และรักษาตามอาการ
    - แยกผู้ป่วยอยู่ในห้องที่สงบปราศจากเสียงรบกวน ไม่จำเป็นต้องปิดไฟ
    - ให้สารน้ำทางหลอดเลือดอย่างเพียงพอ เนื่องจากผู้ป่วยกินอาหารไม่ได้
    - ผู้ให้การดูแลผู้ป่วย ควรใส่เสื้อกาวน์ แว่นตา ผ้าปิดจมูก เพื่อป้องกันการสัมผัสสาร   คัดหลั่งจากผู้ป่วย และปฏิบัติตามวิธีการป้องกันที่ได้มาตรฐาน (Standard precaution)

มาตรการควบคุมผู้ป่วย ผู้สัมผัสและสิ่งแวดล้อม 
    - การแยกผู้ป่วย:  ให้แยกผู้สัมผัสโรค เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากน้ำลายและสิ่งคัดหลั่งไปสู่ผู้อื่นตลอดระยะเวลาป่วย
    - การทำลายเชื้อ: น้ำลายและสิ่งของที่ปนเปื้อนน้ำลายผู้ป่วย ถึงแม้จะไม่มีรายงาน    การติดต่อ แต่ควรป้องกันการติดเชื้อจากน้ำลาย โดยใช้ถุงมือยางและชุดป้องกัน
    - การกักกัน:  ในคนไม่มี ในสัตว์ให้กักกันไว้ดูอาการ 10 วัน ถ้าสัตว์ตายหรือมีอาการผิดปกติในระหว่างนี้ ให้ฆ่าสัตว์นั้นแล้วส่งหัวตรวจชันสูตรโรคพิษสุนัขบ้า
    - การให้ภูมิคุ้มกันแก่ผู้สัมผัส: ผู้สัมผัสโรคจากแผลเปิดหรือการสัมผัสเยื่อเมือกกับน้ำลายผู้ป่วยหรือสัตว์ ควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และ อิมมูโนโกลบุลิน
    - การสอบสวนผู้สัมผัสโรคและแหล่งโรค: ค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติมและสัตว์อื่นๆ ที่ถูกกัด

มาตรการป้องกันและควบคุมโรค
โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่ต้องรายงานโดยเร่งด่วน เพื่อที่ผู้เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการสอบสวนโรค พร้อมทั้งประสานงานกับหน่วยงานควบคุมโรคในสัตว์และท้องถิ่น เพื่อกำจัดแหล่งรังโรค ควบคู่ไปกับการค้นหาคนหรือสัตว์ ที่อาจได้รับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ให้ได้รับการป้องกันโรคที่ถูกต้อง กระบวนการที่สำคัญที่สุดของการป้องกันควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า คือ การสร้างภูมิคุ้มกันโรคในสุนัข ซึ่งเป็นสัตว์นำโรคหลัก ให้มีภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd immunity) รวมทั้งการควบคุมประชากรสุนัข และลดความเสี่ยงต่อการถูกสุนัขกัด ดังนั้นการที่จะบรรลุจุดมุ่งหมายดังกล่าว จึงจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน และที่สำคัญคือ ประชาชนผู้เลี้ยงสุนัข

ควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อถูกสัตว์เลี้ยงกัด หรือข่วน ? 
ผู้ที่มีอาการของโรคพิษสุนัขบ้าไม่มีทางรักษา เมื่อเชื้อเข้าไปให้รีบปฏิบัติดังนี้ 
1. รีบล้างแผลด้วยสบู่ และน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง พยายามล้างให้เข้าถึงรอยลึกของแผล 
2. ใส่ยารักษาแผลสด เพื่อกำจัดเชื้อไวรัสที่แผล
3. ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และวัคซีนป้องกันบาดทะยักทันที
4. ถ้าสามารถเฝ้าดูอาการสัตว์ (กรณีที่มีเจ้าของ หรือทราบตัวเจ้าของ) ควรกักขังและเฝ้าดูอาการอย่างน้อย 10 วัน และกรณีที่สัตว์ตาย ควรนำสัตว์ไปชันสูตร 
           
ถ้าเป็นสัตว์ป่า หรือสัตว์ที่ไม่มีผู้รับผิดชอบ หรือติดตามดูอาการไม่ได้ ให้ปฏิบัติเสมือนว่าสัตว์นั้นเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ผู้ถูกกัดต้องได้รับวัคซีนปัองกันโรคพิษสุนัขบ้าโดยเร็ว เพื่อความปลอดภัยของคนรอบข้างและตัวคุณเอง

ที่มา: http://www.thaihealth.or.th/

7547 views